วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อ้วน...อ้วน..อ้วน

อ้วน ...อ้วน ...อ้ ว น !


"คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป"โฆษณาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของค่ายหนึ่ง ที่ใช้ตัวแสดงสาว 2 คน คือ ทั้งอ้วนและผอม พูดพาด
พิงถึงชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา 7  ปีแล้ว เดี๋ยวนี้แฟนเรียกว่า " ก้านกล้วย " ที่แฝงนัยว่าตัวอ้วนเหมือนช้างก้านกล้วยนั่นเองความอ้วนความผอมกระทบความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้ไม่มากก็น้อย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของชีวิตคู่จะรู้ได้อย่างไรว่า อ้วน ผอมถ้าอ้วนแล้วจะทำอย่างไรให้พอดีผอมไปเหมือนไม้เสียบผี จำพวกคนไม่มีไส้ ควรจะทำอย่างไร


รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ  " ผอม  "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ
เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว

1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ
การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
ผู้ชาย  น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (เซนติเมตร) ลบ  100
เช่น ผู้ชายที่สูง 170  เซนติเมตร (ซม.) เมื่อนำมาลบด้วย 100 จะได้ผลลัพธ์  70   ตัวเลข  70   คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม

ผู้หญิง น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) ลบ 110
เช่น ผู้หญิงที่มีส่วนสูง 160 ซม. เมื่อนำมาลบ ด้วย 110 จะได้ผลลัพธ์ 50 ตัวเลข 50 คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
2. หาค่าดัชนีมวลกาย (body mass index-BMI) มีวิธีคำนวณได้ดังนี้

ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (กก.) หาร ความสูงเป็นเมตร 2  ครั้ง
เช่น คนที่น้ำหนัก 75 กก. และสูง 170 ซม. (1.7 เมตร)
จะมีดัชนีมวลกาย = (75 หาร 1.7) แล้ว1.7 อีกครั้ง = 25.9 กก.ต่อ ตารางเมตรอยู่ในเกณฑ์อ้วนระดับ 1
สำหรับค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมมีดังนี้
ต่ำกว่า 18  ถือว่าผอม 
18.5 - 22.9        รูปร่างปกติ 
23.0 - 24.9        รูปร่างอ้วน 
25.0-  29.9        อ้วนระดับ 1
30   ขึ้นไป          อ้วนระดับ 2
3. การวัดเส้นรอบเอว และสะโพก
การดูด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย เป็นความรู้สึก ณ ตอนที่เห็น เปรียบเทียบกับภาพอดีตที่ผ่านมา (อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือนานเป็นปีก็ได้) แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งหลายครั้งก็ จะทักผิดทักถูก
การวัดเส้นรอบเอวเป็นมาตรฐาน นั่นคือวัดที่ระดับจุดกึ่งกลางระหว่างใต้ชายโครงและเหนือกระดูกสะโพก
ผู้ชาย
ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว (90ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง
ผู้หญิง ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว (80 ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง
ค่าสัดส่วนเอว และสะโพก = เส้นรอบเอว (เมตร) หาร เส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด
กรณีผู้ใหญ่ (ชาย) ถ้าเกิน 1.0 ถือว่าอ้วนลงพุง และผู้หญิง ถ้าเกิน 0.8 ถือว่าอ้วนลงพุง

อันตรายจากโรคอ้วน

ค่านิยมของคนบางกลุ่มที่มีความเชื่อว่า คนอ้วนคือคนที่ร่ำรวย สมบูรณ์พูนสุข บ่งบอกถึงฐานะความเป็นอยู่เป็นผู้มีอันจะกิน เป็นลูกผู้ดีมีเงิน แตกต่างจากคนผอมแห้ง หมายถึงคนยากคนจน

ปัจจุบันค่านิยมคนอ้วนร่ำรวย คนผอมคือยากจน เปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนทั่วไปตระหนักแล้วว่า " โรคอ้วน " เป็นโรคเรื้อรังเหมือนโรคเบาหวานและโรคความดันเลือดสูง รักษาให้หายขาดได้แต่ใช้เวลานาน

" อ้วน  "ส่งผลร้ายต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น

⇒ การนอนหลับผิดปกติ คนอ้วนมักจะหายใจ ลำบากขณะนอนหลับตอนกลางคืน บางคนไม่สามารถ นอนราบได้ ลิ้นคับปาก เพราะช่องปากมีไขมันมากจนโพรงช่องปากเล็กลง ลิ้นจะปิดช่องหายใจ ทำให้หายใจ ได้น้อยลงขาดออกซิเจนได้ บางคนถึงกับมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ

⇒ ข้อเสื่อม ร่างกายของคนเราถูกสร้างมาเพื่อ รองรับสรีระที่สมดุล ใครก็ตามที่มีน้ำหนักตัวมากเกิน ปกติ (อ้วนนั่นแหละ) ทำให้ข้อต่างๆ ทำงานหนักขึ้นเพื่อรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุให้คนอ้วนปวดข้อ และน้ำหนักที่กดทับข้อจะทำลายกระดูกอ่อนในข้อ ทำให้สิ่งที่ตามมาก็คือโรคไขข้อเสื่อม คนอ้วนหลายคนเป็นโรคเกาต์ด้วย ทำให้ข้อเกิดปัญหาเสื่อมมากขึ้นอีก

⇒โรคระบบทางเดินหายใจ คนอ้วนมีก้อนไขมัน มากเกินไปแทรกในที่ต่างๆ ทำให้กล้ามเนื้อทรวงอกทำงานได้ไม่ดี และเนื้อของปอดขยายได้ไม่เต็มที่ การรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้น้อย และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกขับออกมาไม่หมด ทำให้คนอ้วนง่วงนอนกลางวัน และเหนื่อยง่ายขณะออกกำลังกาย

โคเลสเตอรอลสูงและเป็นนิ่วถุงน้ำดี คนอ้วนมีการสร้างโคเลสเตอรอลมากกว่าคนไม่อ้วน ซึ่งนอกจาก ทำให้ไขมันในเลือดสูงแล้วยังทำให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้บ่อยกว่าคนไม่อ้วน

⇒ โรคหัวใจและความดันเลือดสูง ร่างกายของคน อ้วนอุดมไปด้วยโคเลสเตอรอล ส่งผลให้มีโคเลสเตอรอล อุดตันหลอดเลือดได้ง่าย ส่งผลถึงปัญหากล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นสาเหตุให้เกิดหัวใจล้มเหลว ร่างกายที่ใหญ่โตทำให้หัวใจต้องบีบตัวแรงเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงให้ทั่วตัว คนอ้วนจึงมีความดันเลือดสูงได้บ่อย

⇒โรคเบาหวาน เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง เป็นแล้วรักษายากมาก คนที่กินเกิน (อ้วน) เป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนที่มีกรรมพันธุ์ เบาหวาน (กรณีคนที่มีกรรมพันธุ์เบาหวานไม่อ้วนและดูแลสุขภาพตนเอง อย่างดีก็อาจไม่เป็นเบาหวาน)

⇒หลอดเลือดสมองตีบ ความดันเลือดที่สูงขึ้นในคนอ้วนที่เป็นเบาหวานและมีโคเลสเตอรอลในเลือดอุดตันหลอดเลือด ทำให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดแรงขึ้น แรงดันเลือดจะไปกระแทกหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดได้รับอันตราย ถ้าเป็นหลอดเลือดที่สมองแตกหรือตีบตัน สิ่งที่ตามมาก็คือ อัมพฤกษ์ และอัมพาต

นอกจากนี้มีโรคอื่นๆ ที่มีผลต่อเนื่องจากโรคอ้วน เช่น นิ่วในถุงน้ำดี และถุงน้ำดีอักเสบ การศึกษาในระยะหลังยังพบว่าคนอ้วนมีโอกาสเป็นมะเร็งง่ายกว่าคนที่ไม่อ้วนทั้งชายและหญิง

สาเหตุของโรคอ้วน
คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติ อันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป จึงมีเหลือสะสมในรูปของไขมันหรือโคเลสเตอรอล ซึ่งในแต่ละคนมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น

1. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่อ้วนทั้ง 2 คน ลูกจะ มีโอกาสอ้วนมากกว่าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือสิ่งแวดล้อมรอบตัวซึ่งมีความสำคัญมากเช่นกัน

2. พฤติกรรมการกิน คนที่กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ กินอาหารมันมาก หรือหวานมาก กินจุบกินจิบก็ทำให้อ้วนได้

3. ขาดการออกกำลังกาย ถ้ากินอาหารมากกว่าที่ร่างกายใช้ แต่มีการออกกำลังกายบ้างอาจทำให้อ้วนช้าลง แต่ถ้าขาดการออกกำลังกาย ร่างกายสะสมไขมันไว้ตามส่วนต่างๆ ไม่ช้าก็อ้วนได้

4. อารมณ์และจิตใจ มีคนจำนวนมากที่กินอาหารขึ้นกับสภาพอารมณ์และจิตใจขณะนั้น เช่น กินเพื่อดับความแค้น กลุ้มใจ กังวลใจ เข้าทำนอง ดีใจก็กิน เสียใจก็กิน

5. เพศ เพศหญิง มีโอกาสอ้วนได้มากกว่าเพศชาย อีกทั้งเพศหญิงจะต้องตั้งครรภ์ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะต้องกินอาหารมากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ พอคลอดลูกแล้วไม่สามารถลดน้ำหนักลงมาให้เท่ากับก่อนตั้งครรภ์ได้ เพราะกินอาหารเหลือของลูกต่อ

6. อายุ ทั้งชายและหญิงเมื่ออายุสูงขึ้น การใช้พลังงานน้อยลง มีโอกาสอ้วนง่าย

7. ยา ผู้ป่วยบางคนได้รับฮอร์โมนสเตียรอยด์เป็นเวลานานก็ทำให้อ้วนได้ และเพศหญิงที่กินยาหรือฉีดยาคุมกำเนิดก็ทำให้อ้วนได้เช่นกัน

เด็กอ้วน อนาคตคือผู้ใหญ่

อ้วนเด็กอ้วนเกิดจากการประคบประหงม การเลี้ยงดูที่ชอบให้เด็กอ้วน อีกทั้ง หลายคนมีลูกเพียง 1หรือ 2 คนเท่านั้น ลูกก็ได้รับการดูแลอย่างดีและกินเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความอ้วน
มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า เด็กที่อ้วน พอโตขึ้นก็เป็นวัยรุ่นก็เป็นวัยรุ่นที่อ้วน และโตเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนมาก จึงทำให้สังคมไทยมีผู้ใหญ่อ้วนเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา
ดังนั้น เด็กเล็กควรจะต้องมีกิจกรรมการออกกำลังกายเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง มากกว่าการนั่งเล่มเกมคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์ เพราะพฤติกรรมของเด็กที่อยู่นิ่งๆ มักจะกินมาก แต่เด็กที่เคลื่อนไหวมักจะกินน้อย
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และโรงเรียน จะต้องจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก

ลดความอ้วนด้วยอาหาร และการออกกำลังกาย

การลดความอ้วนมีสารพัดวิธี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกินอาหาร ออกกำลังกาย การใช้ยา การผ่าตัด การอดอาหาร เป็นต้นl การกินอาหารการลดน้ำหนักเด็กเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเด็กไม่ใช่จะอยู่เพียงลำพังกับพ่อแม่เท่านั้น มีปู่ย่า ตายาย อีกทั้งระยะเวลา 1 วัน เด็กอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าที่บ้าน ดังนั้นโรงเรียนจะต้องมีการดูแลเรื่องอาหารให้เหมาะสม งดขายอาหารหวาน ขนมขบเคี้ยวที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตที่เหมาะสมของเด็ก และควรจัดกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่จะส่งเสริมให้มีเด็กอ้วนในโรงเรียนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
สำหรับผู้ใหญ่ การลดปริมาณอาหารและการเลือกชนิดของอาหารให้เหมาะสม

การควบคุมให้น้ำหนักคงที่หรือลดลง ควรจะค่อยเป็น ค่อยไป ไม่ใช่ใช้วิธีอดอาหารทันที เพราะการอดอาหารทันที 1 หรือ 2 วัน ก็จะหิวมากขึ้น พอหมดความอดทนก็จะยิ่งกินมากขึ้นกว่าเดิมอีก
วิธีที่ถูกต้องคือ จะต้องกินอาหารครบทุกมื้อ ได้สารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ นั่นคือมีโปรตีน เนื้อสัตว์ ผักให้พอเพียง ส่วนแป้งและผลไม้ในปริมาณไม่มากเกินไป

⇒ การออกกำลังกายนอก
จากการกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ครบถ้วน และปริมาณเหมาะสมแล้ว การออกกำลัง-กายควบคู่ไปด้วยก็จะยิ่งช่วยให้การควบคุมหรือลดน้ำหนักได้ผลดียิ่งขึ้นสำหรับการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วย
1. ระยะเวลาการออกกำลังกายแต่ละครั้ง ควรติดต่อกันนานมากกว่า 20 นาที เพื่อให้ระบบ การเผาผลาญของร่างกายทำงานต่อเนื่อง เป็น ผลดีต่อระบบการไหลเวียนเลือด
2. ความถี่ในการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ซึ่งจะดีต่อหัวใจ แต่ถ้าทำได้ทุกวันจะยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพและการควบคุมน้ำหนักด้วย

การใช้ยาลดความอ้วน

วิธีการลดน้ำหนักที่แต่ละคนใช้มีผลแตกต่างกัน บางคนอาจจะลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารแล้ว ได้ผล ขณะที่บางคนต้องอาศัยทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายไปพร้อมกัน แต่ก็มีคนอ้วนอีก จำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ต้องใช้ยาช่วยลดความอ้วน
การใช้ยาลดความอ้วนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และไม่ควรใช้ยาลดความอ้วนติดต่อกันนานๆ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้

นอกจากนี้ มีหลายรายที่หยุดใช้ยาลดความอ้วนแล้วกลับมากินอาหารตามปกติร่างกายอ้วนเหมือนเดิม แต่ก็มีบางรายที่อ้วนกว่าเดิมเสียอีก ทั้งนี้เพราะคนนั้นไม่ควบคุมอาหารนั่นเอง
ควรใช้ยาลดความอ้วน เมื่อใช้วิธีกินอาหารและการออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว (ประมาณ 3-6 เดือน) ยังไม่สามารถลดน้ำหนักได้ดี และควรใช้ยาลดความอ้วนภายใต้ความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการปรับลดอาหารและการออกกำลังกาย ไม่ควรไปซื้อยาลดความอ้วนด้วยตนเองตามร้านขายยา ร้านเสริมสวย ทางอินเทอร์เน็ต หรือคลินิกที่ไม่มีการตรวจของแพทย์
สำหรับเด็กและสตรีตั้งครรภ์ ไม่ควรใช้ยาลดความอ้วน

ยาลดความอ้วนที่ใช้อยู่ขณะนี้เป็นส่วนใหญ่มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่คือ ยาลดความอ้วนที่ยับยั้งการย่อยไขมันและออกฤทธิ์ต่อสมอง

1. ยาลดความอ้วนที่ยับยั้งการย่อยไขมัน
ร่างกายคนเราได้รับไขมันเข้าไป ไขมันจะถูกย่อยสลายให้มีขนาดเล็ก และดูดซึมเข้ากระแสเลือดและนำไปใช้เป็นพลังงานและเหลือเก็บสะสมไว้ได้ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ลดการย่อยสลายไขมันในทางเดินอาหาร ทำให้ไขมันมีขนาดใหญ่และไม่สามารถถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ ไขมันจะเหลือทิ้งมากับอุจจาระ
ถ้าใช้ยากลุ่มนี้ติดต่อกันนานๆ อาจทำให้ท้องอืดและเกิดการขาดวิตามินชนิดที่ละลายได้ดีในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี เค หากผู้นั้นไม่กินอาหารให้ครบหมู่ ถึงแม้มีโอกาสขาดน้อยมากก็ตาม

2. ยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ต่อสมอง
ยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมองนี้จะทำให้รู้สึกไม่อยากกินอาหาร ทำให้เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่ม และเมื่อลดปริมาณอาหารลง น้ำหนักตัวก็ลดลง
ยากลุ่มนี้เป็นยาที่มีฤทธิ์แรง และมีผลข้างเคียงสูง เช่น เหนื่อย ใจสั่น นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย เป็นต้น และเมื่อมีการใช้ติดต่อกันนานๆ อาจจะทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตและประสาท
นอกจากนี้ยังมียาอื่นๆ ที่ใช้ในการลดความอ้วน เป็นต้นว่า ยาระบายชนิดต่างๆ ชาลดความอ้วน และยาที่เร่งการเผาผลาญอาหาร เป็นต้น

3. ยาระบาย
ยาระบายช่วยให้ระบายหรือถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้น แต่ไม่มีผลต่อการลดความอ้วนโดยตรง เมื่อใช้ไปนานๆ ร่างกายจะไม่ถ่ายอุจจาระได้เอง ต้องใช้ยานี้ถึงจะถ่ายอุจจาระได้
บางรายอาจเกิดการดื้อยา เพราะร่างกายเราเคยชิน กับยานี้ ถ้าใช้ในขนาดเดิมอาจไม่ได้ผล ต้องใช้ขนาดสูงขึ้นเพื่อให้ร่างกายถ่ายอุจจาระเหมือนปกติ

4. ยาขับปัสสาวะ

ยาขับปัสสาวะเป็นยาที่มีฤทธิ์เพิ่มการขับปัสสาวะหรือน้ำออกจากร่างกาย ใช้รักษาโรคความดันเลือดสูง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด
เมื่อใช้ชนิดนี้ร่วมกับยาลดความอ้วน จะเพิ่มการขับปัสสาวะของร่างกายให้เพิ่มมากขึ้น ไปรบกวนสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย และส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ หากใช้ปริมาณมาก อาจมีอันตรายได้

5. ยาลดความกังวลหรือยานอนหลับ
การใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับยาลดความอ้วน เพื่อช่วยลดผลข้างเคียงของยาลดความอ้วน ซึ่งมักมีอาการเหนื่อย ใจสั่น นอนไม่หลับ เป็นต้น แต่ถ้าใช้ยาลดความกังวลหรือยานอนหลับติดต่อกันอาจทำให้ติดยานอนหลับได้
นอกจากยาลดความอ้วนแล้ว ยังมีการใช้ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร ใยอาหาร สมุนไพร วิตามิน และยาบางชนิด เพื่อช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ลดการดูดซึมอาหาร ช่วยระบาย หรือบำรุงร่างกาย แต่ไม่มีหลักฐานการศึกษาทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า ได้ผลดีในการลดความอ้วน มีราคาค่อนข้างแพง และอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้
การตัดสินใจเลือกใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เพื่อลดความอ้วน ควรใช้เท่าที่จำเป็นและได้ผลดีอย่างชัดเจนเท่านั้น ไม่ควรเชื่อคำโฆษณา

การผ่าตัดลดความอ้วน


การผ่าตัดลดความอ้วนแบบง่ายคือ ใส่สายรัดกระเพาะ ทำให้กระเพาะเล็ก อิ่มเร็ว ถ้าไม่ได้ผลจะต้องทำการผ่าตัดใหญ่ นั่นคือตัดลำไส้ทิ้งบางส่วน เพื่อให้ตัวย่อยและการดูดสารอาหารลดลง ถ่ายทิ้งมากขึ้น ทำให้น้ำหนักลดลงได้
การที่ร่างกายน้ำหนักขึ้น เพราะการกิน และวิธีกินที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง ทำให้ร่างกายมีของเหลือเก็บในสิ่งที่ไม่อยากจะเก็บ
การลดน้ำหนักที่ยั่งยืนคือกินให้ลดลง ต้องเลือกกิน ให้เหมาะสม เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และไม่เกินสิ่งที่ตนเองต้องใช้ โดยเฉพาะแป้งและผลไม้ หากปฏิบัติตัวแล้ว ได้ผล การกินต้องเปลี่ยนเป็นแนวนี้ตลอดไป หมายความว่าพฤติกรรมการกินต้องเปลี่ยน ปริมาณการกินต้องเปลี่ยน และควบคุมให้คงที่สม่ำเสมอ ต้องค่อยๆ ปรับพฤติกรรมการกิน
การลดน้ำหนักที่ยั่งยืนจริงๆ ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ในการฝึกตนเองให้ชินกับการกินแบบใหม่ และนิสัยแบบใหม่ (หมอชาวบ้าน)
***
ลดความอ้วนอย่างไร ปลอดภัย ไม่เสียเงิน

มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ ต่างเกิดมาก็อยากมีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรงเพียบพร้อมไปทุกอย่าง และที่สำคัญต้องปราศจากโรคภัยไข้เจ็บโรคอย่างหนึ่งที่ทั้งหญิงและชายในปัจจุบันไม่อยากพบพาน นั่นคือ “โรคอ้วน” ยิ่งสังคมไทยในปัจจุบันนี้ ต่างคนก็มีแต่ความเร่งรีบในด้านธุรกิจการงาน คนผอมย่อมได้เปรียบคนอ้วนในเรื่องของความสะดวกรวดเร็ว และมีความคล่องตัวในการปฏิบัติงานมากกว่าใครที่รู้ตัวว่าชักจะอ้วนเกินไปซะแล้ว ก็อยากลดความอ้วนด้วยกันทั้งน้าน....แล้วคุณล่ะ เป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่า!
อย่างไรจึงเรียกว่า อ้วน
“อ้วน” ในทางการแพทย์ หมายถึง การที่มีร่างกายสมบูรณ์เกินไป มีไขมันพอกพูนใต้ผิวหนัง และอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายมากกว่าที่ควรจะเป็น โดยปกติคนเราต้องมีไขมันอยู่บ้าง แต่หากมากเกินความต้องการก็ทำให้ร่างกายอ้วน โดยทั่วไปแล้วอาการ “อ้วน” นี้ต้องสังเกตด้วยตาเปล่าได้ไม่ยาก แต่มีบางรายมองด้วยตาเปล่าไม่ชัดเจน ต้องมีการทดสอบด้วยการวัด การชั่งน้ำหนักและความหนาของไขมัน
เราสามารถหาค่าของความอ้วนของตนเองได้ โดยวิธีการวัดแบบง่ายๆ ที่ไม่ยุ่งยากมากนัก
วิธีแรก คือ วัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนัก โดยวัดส่วนสูงเป็นเซนติเมตรและชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม ถ้าเป็นผู้ชายให้ใช้ส่วนสูงลบด้วย 100 ถ้าเป็นผู้หญิงให้ใช้ส่วนสูงลบด้วย 110 ซึ่งวิธีนี้ใช้กับคนที่มีอายุเกิน 25 ขึ้นไปและความสูงไม่ต่ำว่า 150 เซนติเมตร ทั้งชายและหญิง เมื่อใช้ส่วนสูงลบด้วย 100 และ 110 แล้ว ผลที่ออกมา คือ น้ำหนักมาตรฐานที่ควรจะเป็น ถ้าน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานก็ถือว่า “อ้วน” แต่หากต่ำกว่ามาตรฐานก็ถือว่า “ผอม” และยิ่งอยู่ห่างจากมาตรฐานมากเท่าใดก็จะแปลว่า ‘อ้วน’ (ผอม) มากเท่านั้น แต่ด้วยวิธีนี้ค่ามาตรฐานของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น นางสาวแต๋วสูง 160 ควรมีน้ำหนักโดยประมาณ 160-110 = 50 กิโลกรัม
วิธีที่ 2 วัดเส้นรอบอกและวัดรอบเอว โดยปกติทั่วไปชายหรือหญิงก็ตาม เส้นอกต้องใหญ่กว่าเอว ใครเส้นรอบเอวเท่าเส้นรอบอกหรือใหญ่กว่ามากเท่าได ก็แสดงว่าอ้วนมากเท่านั้น อันนี้ต้องยกเว้นหญิงมีครรภ์หรือคนที่เป็นโรคบางโรค เช่น โรคท้องมาน โดยทั่วไปจะมีวิธีการเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวแบบง่ายๆ ตามตารางข้างต้นนั้น อย่างไรก็ตามยังมีอีกวิธีหนึ่งซึ่งสามารถรู้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคอ้วนหรือไม่จากการคิดค่าดัชนีความหนาของร่างกายหรือ body mass index (BMI)
BMI =น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ความสูง (เมตร)2
ถ้า BMI มากกว่า 25 ควรพิจารณาลดความอ้วนได้แล้ว แต่ถ้า BMI มากกว่า 30 แปลว่า อ้วนชัดเจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา การหาค่าน้ำหนักตัวด้วยวิธีนี้ดูจะได้มาตรฐานมากกว่าวิธีอื่นอีกด้วย

เพราะอะไรจึงอ้วน

ความอ้วนเป็นสิ่งที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายในปัจจุบันรู้สึกขยาด แต่ทั้งที่เกิดความกลัว อาการ ‘อ้วน’ มันก็ไม่วายที่จะมาเยือนใครต่อใครหลายคนให้กลุ้มใจไปตามๆ กัน ซึ่งนั่นก็คงเป็นเพราะคนเหล่านั้นมีพฤติกรรมบางอย่างหรือหลายอย่างที่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพร่างกาย อาทิ
- กินไม่ถูก การกินอาหารจำพวกไขมัน แป้ง น้ำตาลมากเกินความต้องการทำให้อ้วน
- ขาดการออกกำลังกาย เช่นเวลาไปไหนมาไหนมักจะพึ่งรถ ซึ่งบางทีสามารถเดินไปก็ได้
- เกิดจากกรรมพันธุ์ อย่างไรก็ตามกรรมพันธุ์มีอิทธิพลต่อควาอ้วนเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น
- เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น การกินยาบางอย่างที่จำเป็นต้องกิน ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางสมอง หรือผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมน เป็นต้น
- ความกลัดกลุ้ม บางคนกลุ้มมากๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรเลยหาทางออกด้วยการกิน เรียกว่า “กินแก้กลุ้ม”
- ความเหงา หลายคนชอบกินแก้เหงา เพราะได้ทั้งเหงาใจและเหงาปาก
- ปัญหาอักอย่างหนึ่งที่มองข้าม นั่นคือ ปัญหาทางเพศ พบว่า มีบางคนไม่น้อยที่หันไปหาความสุขทางปากด้วยการกิน หลังจากหาความสุขทางเพศไม่ได้

อันตรายจากความอ้วน

ความอ้วนเมื่อเข้ามาเยือนใครแล้ว ความคล่องแคล่วว่องไวเริ่มหาย การหาเสื้อผ้าใส่เริ่มมีปัญหา แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องสุขภาพอนามัยของคนอ้วน เนื่องเพราะคนที่อ้วนเกินไปนั้นย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แม้ว่าไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แม้ว่าไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่การที่มีไขมันไขมันมากเกินไปนั้น จะก่อใก้เกิดผลเสียอย่างแน่นอน มีการกำหนดว่า ปริมาณไขมันในร่างกายสำหรับผู้ชายไม่ควรมีมากกว่าร้อยละ 15 ของน้ำหนักตัว ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกินร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัว อันตรายที่เกิดจากความอ้วนนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน คือ
1. คนอ้วนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานถึงร้อยละ 20 จะมีโอกาสหัวใจวายมากขึ้นถึง 3 เท่า
2. ผู้ที่อ้วนมากจะมีปัญหาทางเพศสัมพันธ์ก็ได้ไม่ว่าชายหรือหญิง หากไม่ทราบวิธีแก้ไข ความสุขทางเพศจะน้อยลงมาก
3. คนอ้วนจะมีโรคความดันเลือดสูงได้มากกว่า
4. คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่า
5. คนอ้วนจะประสบอุบัติเหตุได้บ่อยกว่า เพราะคนอ้วนมักจะอุ้ยอ้ายและคล่องแคล่วน้อยกว่า โอกาสพลาดพลั้งจึงมากกว่า
6. คนอ้วนเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าคนผอม
7. คนอ้วนที่มีน้ำหนักตัวเกินถึงร้อยละ 40 ถ้าเป็นผู้หญิงมีโอกาสเกิดมะเร็งมดลูก รังไข่ และเต้านมได้มากขึ้น ถ้าเป็นผู้ชายก็จะเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่และต่อมลูกหมากได้มากกว่า
8. เมื่อมีความจำเป็นต้องตรวจร่างการ แพทย์จะตรวจร่างกายของคนผอมได้ง่าย เพราะในคนอ้วนนั้นไขมันจะมาบดบังทำให้ฟังหรือคลำหาสิ่งที่ผิดปกติได้ยาก
9. คนอ้วนจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับข้อได้มากกว่า โดยเฉพาะข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า และที่ตัวเท้าเอง เพราะข้อเหล่านี้จะต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะยืนหรือเดินก็ตาม
10. เมื่อคนอ้วนต้องเป็นผู้ป่วย การพยาบาลดูแลรักษาจะมีความยุ่งยากมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นโรคที่เคลื่อนไหวเองไม่ได้ เช่น อัมพาต จะเพิ่มปัญหาให้กับผู้ดูแลอีกมากมายทีเดียว
11. คนอ้วนจะเกิดเส้นเลือดขอดได้มากกว่า
12. หญิงที่อ้วนมากจะตั้งครรภ์ได้ยากกว่า และจะมีปัญหาเกี่ยวกับการคลอดมากกว่าด้วย “ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่การที่มีไขมันมากเกินนั้น จะก่อไห้เกิดผลเสียได้”

วิธีลดความอ้วน
เรื่องของการลดความอ้วนนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย แต่จะว่ายากก็ยาก เพราะมีที่ทำไม่สำเร็จมากมาย ฉะนั้นในการลดน้ำหนักแต่ละครั้ง ต้องเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมและถูกต้อง สำหรับวิธีลดน้ำหนักเท่าที่รวบรวมได้ มีดังต่อไปนี้ เช่น
1. การใช้ยา
2. การผ่าตัดไขมัน
3. การควบคุมอาหาร
4. การออกกำลังกาย เช่น การเดิน การวิ่ง และการเต้นแอโรบิก เป็นต้น

การใช้ยา

ในปัจจุบันนี้การใช้ยาเพื่อลดความอ้วนมีปริมาณสูงไม่เท่าไร ซึ่งการใช้ยานี้จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้อดอาหารอย่างเดียว เมื่อกินยาเข้าไปแล้วจะไม่รู้สึกหิว แต่การใช้ยาลดความอ้วนนี้จำเป็นต้องได้รับตำปรึกษาจากแพทย์ ไม่ใช่ซื้อยามาจากร้านขายยาทั่วไปมากินเอง เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากใช้ยาไม่ถูกต้อง ยาที่เหมาะสำหรับการรักษาโรคอ้วนในปัจจุบัน คือ
1. ยาประเภททั่วๆ ไป ที่ใครก็ลดกันได้ เช่น กินเม็ดแมงลัก กินยาถ่าย ยาขับเหงื่อ ยาเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย แต่จะได้ผลในขอบเขตที่จำกัด
2. ยาที่มีสูตรซึ่งใกล้เคียงกับพวกสูตรแอมเฟตามีน แต่ว่าฤทธิ์ของมันจะไม่เหมือนกับแอมเฟตามีนโดยตรง
3. ยาที่พัฒนามาจากข้อ 2 ออกฤทธิ์เฉพาะศูนย์ควบคุมอาหารโดยตรง แต่ไม่เพียงพอในทางเสพติดหรือมีผลต่อระบบประสาท
4. ยาที่ใช้การผสมผสานกันใน 3 กลุ่มที่กล่าวมาแล้ว บางคนต้องใช้แบบนี้ คือ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะจะแรงเกินไปหรืออาจไม่ได้ผล

ผลการรักษา

ยากลุ่มที่ 1 ไม่ถือว่าเป็นการรักษาโดยตรง มุ่งแต่จะทำให้น้ำหนักลด อะไรที่ทำให้เหงื่อออก หรือเบื่ออาหารได้ก็จะกิน คนกลุ่มนี้วัดผลระยะสั้น
ยากลุ่มที่ 2 จะออกฤทธิ์ควบคุมความหิวที่สมองให้หยุดทำงานชั่วคราว ร่างกายจึงไม่หิว แต่ในปัจจุบันยากลุ่มนี้ได้ถูกยกเลิกในการใช้รักษาโรคอ้วนกันแล้ว เนื่องจากผลข้างเคียงของมันทำให้เกิดประสาทหลอนได้
ยากลุ่มที่ 3 เป็นยาที่ออกฤทธิ์ทางประสาท ได้ผลดีพอสมควร
ฤทธิ์ของยาลดความอ้วน (ในกลุ่มที่ 2,3) จะออกฤทธิ์ 3 อย่าง คือ
1. ออกฤทธิ์ต่อสมอง ทำให้ไม่รู้สึกหิว
2. ออกฤทธิ์ต่อทางเดินอาหาร ตัวยาจะขัดขวางการบีบตัวของทางเดินอาหาร ผลคือ จะทำให้ท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน
3. ออกฤทธิ์ในระดับเซลล์ จะเพิ่มการเผาผลาญพลังงานของเซลล์

การใช้ยาในกลุ่มนี้มีข้อควรระวัง คือ
1. ผู้ป่วยอาจจะมีอาการตื่นเต้น ใจสั่น ง่วง นอนไม่หลับ ซึ่งบางครั้งต้องให้ยากล่อมประสาทก่อนนอน เช่น ไดอะซีแพม
2. ถ้ามีอาการท้องผูกก็ให้ยาระบาย
3. เนื่องจากผู้ป่วยกินอาหารได้น้อยลง บางครั้งอาจจะขาดวิตามินและแร่ธาตุด้วย อาจจะต้องใช้วิตามินโดยเฉพาะธาตุเหล็ก
4. ในภาวะที่เป็นโรคต้อหิน ความดันเลือดสูง ตั้งครรภ์ โรคหัวใจ ต้องมีข้อจำกัดในการใช้ยา บางส่วนห้ามใช้เลย เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เพราะจะทำให้มีความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ เด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ควรใช้วิธีควบคุมอาหารดีกว่า
การใช้ยาลดความอ้วนในครั้งแรกนั้น จะให้ขนาดเดียวกันหมดไม่ว่าจะอ้วนมากหรือน้อยก็ตาม ถ้าให้มาก ผู้ใช้จะทนฤทธิ์ยาไม่ไหว
ข้อเสียอย่างหนึ่งของยาลดความอ้วน คือ การดื้อยา ถ้าผู้ใช้กินไม่สม่ำเสมอจะทำให้ดื้อยาได้เร็วขึ้น ถ้าดื้อยาแล้วต้องใช้ยาเพิ่มขึ้นอีก จากเดิมที่เคยใช้เพียง 2 ส่วน ต้องเพิ่มยาในกลุ่มที่ 3 เข้าไปด้วย ทำให้สิ้นเปลืองมากยิ่งขึ้น
ถ้าจะได้ให้ผลจริงๆ ในหนึ่งสัปดาห์ ต้องลดได้ครึ่งกิโลกรัม และที่สำคัญต้องอยู่ที่การควบคุมอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อด้วย โดยจำกัดอาหารพวกหวานจัด มันจัด เช่น ช็อกโกแลต ไอศกรีมให้น้อยที่สุด

การผ่าตัดไขมัน

การผ่าตัด ที่ว่านี้หมายถึง การผ่าตัดส่วนเกินออก โดยเฉพาะการผ่าตัดไขมันบริเวณหน้าท้องสำหรับคนสูงอายุ ไขมันหน้าท้องจะมีมาก การผ่าตัดเอาไขมันหน้าท้องออกก็เพื่อทำให้หน้าท้องหย่อนน้อยลง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อลดความอ้วน เพราะว่าคนอ้วนนั้นจะอ้วนทั้งตัว ในการผ่าตัดแต่ละครั้งจะใช้ 4 ชั่วโมง และควรพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลสัก 4-5 วัน เพื่อรอให้แผลหลังการผ่าตัดหายเสียก่อน การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธี ดังนี้
1. ผ่าตัดไขมันบริเวณหน้าท้องที่หย่อนยานมาก หากต้องการเอาไขมันออกก็จะมีการผ่าตัดปรับแต่งหรือเลื่อนตำแหน่งของสะดือ และจะมีการดูดไขมันช่วยด้วย เพื่อให้หน้าท้องบางลง ซึ่งจะทำในคนไข้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ตามสะโพก ต้นขา จะมีไขมันมาก ใช้วิธีดูดไขมันก็ได้ ถ้าผ่าตัดจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นทางยาวซึ่งดูแล้วน่าเกลียด
การดูดไขมันมีข้อดี คือ มีแผลเป็นน้อย คนที่มีอายุไม่มากนิยมใช้วิธีนี้กัน เพราะว่าเนื้อหนังจะหดและปรับตัวได้หลังจากที่ทำไปแล้ว ซึ่งให้ผลดีกว่าคนที่มีอายุมาก การดูดไขมันจะทำเฉพาะต้นขา ใต้แขน ใต้คาง และสะโพกเท่านั้น
ข้อได้เปรียบของการดูดไขมันคือ คนไข้จะกลับบ้านเร็ว แผลหายเร็วและมีรอยแผลเป็นน้อย แต่เครื่องมือแพง ดังนั้นราคาที่ต้องจ่ายจึงสูงตามไปด้วย การควบคุมอาหารหลังผ่าตัด ที่ต้องทำคือควรกินอาหารเป็นเวลา ไม่กินอาหารที่มีไขมันมาก และควรงดพวกน้ำตาล ชา และกาแฟ
2. การผ่าตัดลำไส้เล็ก เพื่อย่นระยะทางเดินของอาหาร ส่วนมากจะใช้กับวิธีกับรายที่หมดหวังจริงๆ ซึ่งไม่ค่อยปลอดภัยนัก เป็นการผ่าตัดให้ลำไส้สั้นลง การดูดซึมของอาหารก็จะน้อยลงด้วย
3. การผ่าตัดกระเพาะอาหารให้เล็กลง เป็นวิธีที่ทารุณตัวเองมาก คือ การทำกระเพาะอาหารให้เล็กลง จะได้ไม่สามารถกินอาหารเข้าไปมากๆ ร่างกายก็จะผอมลง แต่แน่นอนว่าวิธีนี้เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องเสี่ยงอยู่ไม่น้อย

การฝังเข็ม

วิธีนี้เป็นวิธีของจีนโบราณที่มีผู้สนใจมาก ดีตรงที่ไม่ทรมาน และไม่เสี่ยงมากเหมือนการผ่าตัด โดยจะฝังเข็มที่ใบหู เพราะเชื่อว่าเป็นจุดที่ทำให้การหดตัวของกระเพาะอาหารลดลง จึงไม่หิว ไม่อยากกิน ซึ่งก็จะผอมลงเอง แต่เนื่องจากต้องใช้เวลารักษายาวนาน จึงมีการฝังที่ค่อนข้างถาวร โดยทำคล้ายที่เย็บกระดาษฝังติดไว้ที่ใบหู ถ้ารู้สึกหิวหรืออยากจะกิน ก็ให้เจ้าตัวเอานิ้วมือปั่นขยี้เข็มที่ฝังไว้ แล้วก็จะหายอยากไปเอง ถ้าปั่นที่หูข้างเดียวไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ก็ให้ฝังทั้ง 2 ข้าง
ผู้ที่คิดวิธีนี้ขึ้นมา บอกว่าได้ผลดีถึงร้อยละ ๗๐ ซึ่งถ้าจริงก็น่าพอใจมาก อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ดูจะไม่มีอะไรขาดทุนมากนัก นอกจากต้องระวังอย่าให้ติดเชื้อ เพราะถ้าผอมได้จริงแต่หูแหว่งก็คงจะไม่ดีแน่ การควบคุมอาหาร ถึงตอนนี้ใครที่รู้ตัวว่า อ้วน....อ้วน ก็อย่าเพิ่งด่วนตกใจไป เพราะมีอยู่หลายวิธีที่อยากจะแนะนำในการเลือกกินอาหารให้ถูกและเหมาะสมสำหรับคนอ้วนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก ถ้าจะชั่งหรือแบ่งเป็นประเภทสัดส่วนของอาหารให้ถูกต้องกันจริงๆ เห็นจะไม่ไหวแน่ จึงขอแบ่งเป็นประเภทอาหารเพื่อง่ายต่อความเข้าใจ ดังนี้
1. อาหารที่ควรงด ได้แก่ น้ำตาล หรืออาหารอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นขนม ผลไม้ ที่มีน้ำตาลผสมอยู่ สำหรับนมสด และน้ำนมถั่วเหลืองที่เข้าใจผิดกันว่าไม่ทำให้อ้วน แท้จริงนมสดนั่นแหละมีน้ำตาลถึงร้อยละ 35 ส่วนน้ำนมถั่วเหลืองนั้นพ่อค้าหัวใสมักปนแป้ง และเติมน้ำตาลลงไปอีกด้วย
2. อาหารที่ควรลดลง ได้แก่พวกไขมันและอาหารพวกที่เป็นแป้ง เช่น ข้าวทั้งหลาย ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ถั่ว เผือก มัน หรือแม้แต่วุ้นเส้น (ปัจจุบันมักผลิตขึ้นจากแป้ง) ส่วนถ้าจำเป็นต้องใช้น้ำมัน ควรใช้น้ำมันจากพืช
3. อาหารที่กินพอดี ได้แก่ พวกที่เป็นเนื้อทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เป็ด ไก่ วัว ปูปลา กุ้ง หรือแม้แต่ผัก เช่น มะระ มะเขือถั่วงอกหัวโต ผักกาดขาว ดอกกะหล่ำ สายบัว หอมหัวเล็ก หอมหัวใหญ่ ต้นหอม หัวปลี เป็นต้น พวกหัวไชเท้าและฟักทอง ควรจัดอยู่ประเภทที่สอง
4. อาหารที่กินตามสบาย อย่างนี้ว่ากันตามสบายเลย เช่น น้ำมะนาว และผักประเภทที่มีความหวานน้อย เช่น มะละกอดิน กะหล่ำปลี คะน้า ผักกาดขาว ถั่วงอก ผักตำลึง มะเขือเทศ แตงกวา และฟักเขียว เป็นต้น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนเป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก ไม่มีอันตรายใดๆ มีแต่ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีด้วย แต่ว่าต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นกิจวัตรประจำวันจึงจะได้ผล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องควบคุมอาหารควบคู่กันไปด้วยไขมันที่สะสมจึงจะละลายหายไป กล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็จะเข้ามาแทนที่ การออกกำลังกายมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน บางคนก็เดินเพื่อลดความอ้วน บางคนก็วิ่ง หรือเล่นกีฬา ส่วนสุภาพสตรีนิยมเต้นแอโรบิกมากกว่ากีฬาอย่างอื่น

การเดิน...เพื่อลดความอ้วน

เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้ออกกำลังกายมีสุขภาพดีได้ เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ไม่ยากเลย เพราะว่าทุกคนต้อง “เดิน” อยู่แล้วทุกวัน แต่การเดินเพื่อสุขภาพนั้นไม่เหมือนกับการเดินธรรมดาทั่วไป เราจะเดินอย่างไรถึงจะเรียกว่า เดินเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
1. เดินให้เร็ว ก้าวขายาวๆ แกว่งแขนให้แรง เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานมากๆ หัวใจจะเต้นได้เร็วขึ้น คือ ประมาณร้อยละ 70 ของอัตราการเต้นสูงสุด หรือจำนวนครั้งของชีพจรเท่ากับประมาณนาทีละ 180 ลบด้วยอายุ เช่น อายุ 40 ปี ชีพจรนาทีละ 140 ครั้ง เป็นต้น
2. เดินติดต่อกันไปเรื่อยๆ อย่างน้อย 30 นาทีในแต่ละครั้ง
3. เดินให้ได้สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5 ครั้ง
หากเดินแล้วหัวใจยังเต้นไม่เร็วพอ แสดงว่ายังเดินให้เหนื่อยไม่พอ จะต้องเพิ่มครวามเร็ง หรือเพิ่มการแกว่งแขนขาให้มากขึ้น จะใช้วิธีเดินขึ้นทางลาดหรือขึ้นบันได สำหรับท่านที่ต้องการลดความอ้วนนั้น ขอให้เดินเร็วๆ เพราะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด คนอ้วนที่มีน้ำหนักตัวมากไม่เหมาะที่จะวิ่ง หากเดินได้เร็วถึงชั่วโมงละประมาณ 6 กิโลเมตรหรือนาทีละ 100 เมตร จะใช้พลังงานถึงชั่วโมงละ 350 แคลอรี และการเดินเพื่อสุขภาพยังเหมาะสำหรับผู้สูงอายุอีกด้วย

การวิ่ง

การวิ่ง...เป็นกีฬาอย่างหนึ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้การเผาผลาญไขมันเป็นไปอย่างรวดเร็ว การเริ่มต้นวิ่งในสัปดาห์แรกหรือเดือนแรกๆ ไขมันที่มีอยู่จะลดลงไปบ้างแต่ไม่ถึงกับลดหายไปเลย โดยเฉพาะส่วนรอบเอว แม้ว่าจะวิ่งเท่าไหร่ก็ยังไม่ยุบ นอกจากออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นจึงจะได้ผล
มีสูตรหนึ่งที่น่าสนใจ คือ แคลอรี ที่กินเข้าไป เท่ากับแคลอรีที่เผาผลาญไป เท่ากับแคลอรีของไขมันที่หมดไป ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กันหลายวิธี เช่น ถ้าออกกำลังกายเท่าเดิมแต่กินให้น้อยลง น้ำหนักตัวของเราก็น่าจะลดลง หรือว่ากินเท่าเดิมแต่แกแรงมากขึ้น ก็น่าจะได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้ากินน้อยแล้วออกกำลังมาก ปลที่ได้จะขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญอาหารที่กินเข้าไปนั้นจะไปเพิ่มน้ำหนักตัวคุณหรือเปล่า อาหารที่ควรงด คือ อาหารประเภทนม เนย น้ำตาล เกลือ ควรเลือกกินอาหารที่มีแคลอรีต่ำหน่อย เช่น ผลไม้ ผักสด สลักต่างๆ และอย่าลืมไม่ควรกินมาก เพราะไม่อย่างนั้นรูปร่างที่เคยอ้วนท้วนยังไงก็จะอยู่อย่างนั้นแหละ การออกกำลังกายเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุด ถ้าต้องการให้ไขมันถูกเผาผลาญไปอย่างง่ายๆ ต้องออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ยิ่งวิ่งมากไขมันก็ถูกเผาผลาญไปมากเช่นกัน
แต่การวิ่งไม่ได้เป็นการออกกำลังกาย วิธีเดียวที่ใช้ในการเผาผลาญไขมัน แต่การออกกำลังกายทุกชนิดนั้นสามารถช่วยได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณตั้งใจทำ โดยไม่หยุดความตั้งใจนั้น ความสำเร็จในการลดน้ำหนักหย่อนมาสู่คุณอย่างแน่นอน

เต้นแอโรบิก

การเต้นแอโรบิกนั้นเป็นการออกกำลังกายที่สุภาพสตรีนิยมกันมาก พราะบางคนไม่ชอบออกกำลังกายด้วยการเล่นกิฬาหรือการวิ่ง จึงหันมาออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก เพราะได้ออกกำลังกายเกือบทุกส่วนของร่างกายทีเดียว แต่...สุภาพสตรีเหล่านั้นต้องยอมเสียเงินบ้างเพื่อไปเต้นแอโรบิก บางคนที่ไม่ยอมเสียเงินก็เต้นอย่างในโทรทัศน์ ซึ่งการเต้นแอโรบิกสามารถบริหารข้อต่างๆ ได้ดี แต่ว่าจะทำให้เกิดการหิวได้ง่าย
เมื่อหิวแล้วกินเข้าไปมากๆ การออกกำลังที่ทำมาตั้งแต่ต้นก็ไม่ได้ผลอยู่ดี จะเห็นว่า “การกิน” เป็นอุปสรรคสำคัญมากที่เดียวในการที่จะลดน้ำหนักแต่ละครั้ง พยายามกินแต่น้อย หรือพอเหมาะกับอาหารมื้อนั้นก็พอแล้ว นอกจากเดิน วิ่ง และเต้นแอโรบิกที่กล่าวมาแล้วนั้น การออกกำลังกายด้วยกีฬาประเภทอื่น เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน แบดมินตัน ฯลฯ ก็สามารถช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เช่นกัน
คอลัมน์นี้คงจะถูกใจคุณผู้อ่านหลานท่านที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีหลายวิธีให้เลือก คุณลองค้นหาวิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องและเหมาะสมให้กับตัวคุณเองสิคะ แล้วท่านจะพบกับคำว่า “ผอม เพรียว สมสัดส่วน และสุขภาพร่างกายแข็งแรง”  (หมอชาวบ้าน)
***

ปัจจุบันหลายคนตระหนักดีว่า "อ้วน" มากเกินไปไม่ดีกับสุขภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผอมมากจะดีกับสุขภาพ


น้ำหนักตัวที่พอดี ไม่อ้วนและผอมคงจะดีที่สุด
ที่ว่า "อ้วน" ไม่ดีกับสุขภาพนั้น เพราะทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคปวดข้อต่างๆ ได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า
คนเกือบทุกคนทราบดีว่าสาเหตุของความอ้วนมาจากการกินอาหารมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวัน พลังงานที่เกินต้องการนั้นถูกเปลี่ยนเป็นไขมันพอกพูนอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าท้อง แขน ขา หรือลำตัว เป็นต้น

ดังนั้น การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนจึงทำได้โดยการกินอาหารให้ได้ "พลังงานลดลง" ไม่ให้มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ หลายท่านอาจบอกว่า "พูดง่าย" แต่การกระทำนั้น "ยาก" ว่าไปแล้วก็มีส่วนจริงอยู่มาก เพราะควบคุมไม่ให้กินอาหารอร่อยไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนที่มีความสุขกับการกินอาหาร
อย่างไรก็ตาม การรู้จักกินให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่จะทำให้เราทุกคนมีสุขภาพดีไม่ใช่ไม่อ้วนเท่านั้น ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป เชื่อว่าทุกคนทำได้ ขอให้มีความเข้าใจและมีความตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น


กินไม่ให้อ้วน... ไม่ยากอย่างที่คิด

หลักสำคัญข้อแรกคือ "กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ" ไม่ใช่เรื่องยากเลย
การกินอาหารให้ครบ 3  มื้อ ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารกระจายเหมาะกับความต้องการในการทำกิจกรรมต่างๆ

อาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันจะต้องให้พลังงานกับร่างกายมากกว่ามื้อเย็น

ปัจจุบันพบว่ามักจะตรงกันข้ามกับที่กล่าวมา คือคนส่วนใหญ่มักจะกินอาหารมื้อเช้าน้อยหรือหลายคนไม่กินเลย ด้วยเหตุผลของความรีบเร่งที่ต้องไปทำงานให้ทัน ส่วนอาหารมื้อเย็นกลับกินมากเกินกว่าร่างกายต้องการใช้ เนื่องจากกิจกรรมหลังกินอาหารมื้อเย็นมีน้อย มักจะเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเบาๆ ก่อนที่จะเข้านอน ทำให้พลังงานจากอาหารที่ได้รับมากเกินในมื้อเย็นสะสมไปสร้างไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ง่าย
พอกล่าวเช่นนี้แล้วหลายคนอาจบอกว่าถ้าเช่นนั้นงดการกินอาหารมื้อเย็นเลยดีกว่า จะได้ไม่มีพลังงานมากเกินไป
ขอแนะนำว่าไม่ดีเช่นกัน เพราะมักจะทำให้คนกินอาหารมื้อกลางวันมากขึ้น เผื่อสำหรับตอนเย็น และคนส่วนใหญ่ที่ทำเช่นนี้มักจะรู้สึกโหยหลังจากเลยอาหารมื้อเย็นไปสักพักหรือก่อนเข้านอน จึงไปกินอาหารกินเล่นอย่างอื่น ซึ่งอาหารเหล่านั้นมักจะมีพลังงานสูงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
อันที่จริงแล้วอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่มีความสำคัญกับทุกคนรวมทั้งคนอ้วนด้วย  เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรามีพลังงานในการทำงาน และทำกิจกรรมต่างๆ หลังจากที่อดอาหารมาตลอดคืน
อาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีสมาธิทั้งในการเรียนและการทำงาน
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่าผู้ที่กินอาหารเช้าทุกวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะอ้วน และโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่ไม่กินอาหารเช้าถึงร้อยละ 35-50
อาหารเช้าที่เหมาะสมนั้น ควรมีค่าพลังงาน และสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรจะได้รับตลอดวัน
ส่วนการกระจายพลังงานในมื้อกลางวันและมื้อเย็นควรอยู่ที่ร้อยละ 35 และร้อยละ 30 ตามลำดับ และที่เหลือเป็นพลังงานจากอาหารว่างอีกประมาณร้อยละ 10
หลักสำคัญข้อที่สองคือหลีกเลี่ยงอาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ ว่าไปแล้วอาหารระหว่างมื้อนี้ไม่มีความจำเป็นต่อผู้ใหญ่ทั่วไปเลย ยกเว้นในเด็กที่ต้องการการเจริญเติบโตและในคนบางกลุ่มที่อาจมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมที่ต้องกินอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น
อาหารว่างระหว่างการประชุมเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราได้รับพลังงานมากเกินไป
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเคยรายงานว่าร้อยละ 75 ของอาหารว่างที่จัดทั่วไปให้พลังงานมากกว่า 200 กิโลแคลอรีต่อมื้อ ซึ่งมากเกินไป
อาหารว่างที่ดีควรมีพลังงานประมาณ 150-200 กิโลแคลอรี หรือไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่แต่ละคนควรได้รับ

คนที่มีปัญหาน้ำหนักตัวค่อนข้างมากอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารว่างเป็นประจำ ที่จริงการดื่มน้ำเปล่าก็น่าจะเพียงพอแล้ว ควรระวังไม่ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกแลตมากเกินไป โดยเฉพาะที่เป็นเครื่องดื่มปรุงสำเร็จประเภท "ทรีอินวัน" ซึ่งจะให้พลังงานมากกว่าการชงดื่มเอง
กล่าวคือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกเลตที่ปรุงสำเร็จมักมีรสหวานมาก ให้พลังงานสูงถึง 150 กิโลแคลอรี ต่อ 1 ซอง
ส่วนกาแฟปรุงสำเร็จ 1 ซอง (20 กรัม) ให้พลังงาน 88 กิโลแคลอรี และควรหลีกเลี่ยงอาหารว่างประเภทเบเกอรีต่างๆ เพราะเป็นอาหารที่มีไขมันและพลังงานสูง เช่น ครัวซองเนย 1 ชิ้น (50 กรัม) ให้พลังงานประมาณ 203 กิโลแคลอรี หรือพายไก่ 1 ชิ้น (80 กรัม) ให้พลังงาน 178 กิโลแคลอรี เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าการกินอาหารว่าง 1 มื้ออาจให้พลังงานมากกว่าอาหารหลักที่กินในตอนเช้าหรือกลางวันเสียอีก
ถ้ารู้สึกว่าจำเป็นต้องมีอาหารว่างขอแนะนำให้จัดเป็นผลไม้จานเล็กๆ 1 จานก็เพียงพอแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ได้พลังงานมากเกินความต้องการที่จะทำให้เกิดไขมันสะสมและกลายเป็นโรคอ้วน

หัวใจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการกินอาหารให้ครบหมวดหมู่ โดยเน้นการกินผักให้มากขึ้น กินไขมันให้น้อยลง กินข้าวแป้ง เนื้อสัตว์ และผลไม้พอประมาณ การกินอาหารให้ครบหมวดหมู่อย่างหลากหลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย


อาหารไขมัน... ตัวการความอ้วน

สารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายสูงมากที่สุดคือไขมัน ซึ่ง 1 กรัมของไขมันให้พลังงานมากถึง 9 กิโลแคลอรี ดังนั้นการลดการกินไขมันลง จะช่วยควบคุมไม่ให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการได้ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด หรือผัดที่มีการใช้น้ำมันมากๆ นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปด้วย
หลายคนอาจเข้าใจว่าไขมันที่อยู่ในเนื้อสัตว์คือส่วนที่เห็นเป็นไขมันขาวๆ ถ้าหลีกเลี่ยงการกินส่วนที่เห็นเป็นมันๆ แล้วก็สามารถกินเนื้อสัตว์มากเท่าไรก็ได้ แต่ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้น เนื้อสัตว์ที่เห็นเป็นเนื้อแดงล้วนยังมีไขมันแทรกอยู่ประมาณ 3-5 กรัม ต่อเนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ที่เห็นเป็นมันหรือมีส่วนที่เป็นหนังจะมีไขมันประมาณ 7-10 กรัม ต่อ 2 ช้อนโต๊ะ โดยทั่วไปในแต่ละวันควรได้รับพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้จากอาหารทั้งหมด
สมมุติว่าตัวเราต้องการพลังงานวันละ 1,500 กิโลแคลอรี (เป็นปริมาณพลังงานที่ส่วนใหญ่จะจัดให้กับผู้ใหญ่ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับรูปร่างและกิจกรรมของแต่ละคน) พลังงานที่ได้จากไขมันไม่ควรเกิน 450 กิโลแคลอรี หรือคิดเป็นไขมันประมาณ 50 กรัม ซึ่งอาจจะได้มาจากการกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมันประมาณ 8 ช้อนโต๊ะ (คิดเป็นไขมันประมาณ 24-30 กรัม) และน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารประมาณ 4-5 ช้อนชา (20-25 กรัม)
ถ้านิยมการกินอาหารเนื้อสัตว์มากกว่าที่กำหนด ก็จะต้องลดปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร หรือเปลี่ยนวิธีการประกอบอาหารเป็นการต้ม นึ่ง ย่าง แทนการทอด ผัด แต่ถ้าชื่นชอบอาหารประเภททอดก็จำเป็นต้องลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ลง เพื่อให้ปริมาณไขมันโดยรวมไม่มากเกินกว่าที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่มีไขมันชนิดที่อาจมองไม่เห็นว่าเป็นไขมัน (invisible fat) ที่ต้องระมัดระวังด้วย อาหารประเภทนี้ได้แก่ อาหารที่มีส่วนประกอบของเนย นม ไข่แดง กะทิ เช่น ผลิตภัณฑ์เบเกอรีต่างๆ จำพวก เค้ก คุกกี้ พาย น้ำสลัด ไอศกรีม เป็นต้น
คนที่ชอบกินอาหารประเภทนี้จะมีโอกาสที่ทำให้ได้ไขมันมากเกินกว่าที่กำหนดไว้ ขอแนะนำว่าให้กินแต่น้อยและนานๆ ครั้ง ถ้าวันไหนมีการกินอาหารประเภทนี้มาก ก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์หรือน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารลงด้วย เพื่อไม่ให้ได้ไขมันมากเกินไป คนที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนักต้องเข้าใจเรื่องนี้และรู้จักปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตนเอง และทดลองทำอย่างจริงจัง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้


กินข้าวแป้งแต่พอดี... ไม่อ้วน

อาหารกลุ่มข้าวแป้ง แม้ว่าจะให้พลังงานน้อยกว่าไขมัน แต่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ง่าย จึงควรกินแค่พอประมาณ คือประมาณมื้อละ 2-3 ทัพพี ในคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะต้องลดปริมาณลงจากที่เคยกิน เช่น ลดจาก 4 ทัพพีเป็น 3 ทัพพี เป็นต้น
การลดอาหารประเภทข้าวแป้งลงวันละ 2 ทัพพี ใน 1 เดือนหรือ 30 วันจะได้รับพลังงานลดลง 4,800 กิโลแคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 0.7 กิโลกรัม ร่วมกับการระวังไม่กินไขมันมากเกินไปและการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นบ้าง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ค่อยเป็นค่อยไปโดยที่ไม่เกิดผลเสียกับสุขภาพ


ผัก ผลไม้ เส้นใยอาหาร... กับการลดน้ำหนัก

การระวังไม่กินอาหารประเภทข้าวแป้งและไขมันมากดังกล่าวอาจทำให้หลายคนรู้สึกหิว จึงขอแนะนำให้กินผักมากขึ้น ผักจะมีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารมาก นอกจากช่วยในการขับถ่ายแล้ว ยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม และทำให้ได้รับสารธรรมชาติที่เป็นประโยชน์กับร่างกายด้วย ถ้าเป็นไปได้อาหารทุกมื้อจำเป็นต้องมีผักเป็นส่วนประกอบ ด้วยการกินผักให้ได้วันละประมาณ 6 ทัพพี
บางคนอาจนิยมการกินผักสดในรูปแบบผักสลัด ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อยากเตือนเรื่องปริมาณน้ำสลัดที่กินร่วมกับผักว่าไม่ควรใส่ปริมาณมากนัก เพราะน้ำสลัดไม่ว่าจะเป็นสลัดครีมหรือสลัดน้ำใสจะมีส่วนประกอบของน้ำมันเป็นหลัก
สลัดครีม 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานประมาณ 75 กิโลแคลอรี ส่วนสลัดน้ำใสจะมีพลังงานน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง
จะเห็นได้ว่าคนที่ชื่นชอบการกินผักสลัด 1 จานที่ใส่สลัดข้นประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ จะได้พลังงานเกือบ 300 กิโลแคลอรีทีเดียว จึงอาจไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ สำหรับท่านที่ชอบน้ำสลัดมาก ขอแนะนำให้ใช้ชนิดที่มีไขมันและพลังงานต่ำแทน
สำหรับผลไม้ แนะนำให้กินแค่พอประมาณ คือครั้งละ 6-8 ชิ้นคำ วันละ 2-3 ครั้ง ผลไม้ทุกชนิดมีแป้งหรือน้ำตาลเป็นองค์ประกอบมากหรือน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด จึงให้พลังงานกับร่างกายมากเกือบพอๆ กับข้าว หลายคนมักเข้าใจผิดว่ามื้อเย็นไม่กินข้าวแต่ขอกินผลไม้แทน เพื่อต้องการลดน้ำหนัก กรณีเช่นนี้โดยส่วนใหญ่พบว่าไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงอย่างที่ต้องการได้ เพราะมักพบว่าการกินผลไม้ปริมาณที่ค่อนข้างมากจะทำให้รู้สึกอิ่ม แต่ก็ทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานค่อนข้างมากตามไปด้วย


กินอาหารโปรตีนสูง... เพื่อลดน้ำหนัก

ปัจจุบันมีแนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร "Low Carb" เป็นแนวคิดที่มาจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย
แนวคิดการกินอาหารโปรตีนสูงนี้มาจากความคิดที่ว่าการจำกัดคาร์โบไฮเดรต ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง ร่างกายจึงต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน การสลายไขมันที่มากขึ้นทำให้กรดไขมันในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และมีการสร้างสารที่เรียกว่า "คีโทน" ออกมามากขึ้นด้วย
สารคีโทนนี้จะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ค่อนข้างเร็วในระยะแรกเมื่อเทียบกับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่กล่าวมาข้างต้น
แม้ว่าการกินอาหารโปรตีนสูงนี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริง แต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆ คือ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา
การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไต และยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น และการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าในระยะสั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ จะได้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีดั้งเดิมที่ควบคุมทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เพราะน้ำหนักลดลงได้มากกว่าและเร็วกว่า แต่หากเทียบผลในระยะยาวแล้ว น้ำหนักที่ลดลงไม่แตกต่างกันระหว่าง 2 วิธี
นอกจากนี้ ยังพบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีนมาก จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่นาน เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการสูญเสียน้ำร่วมด้วย การสูญเสียไขมันจะเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเกิดการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจึงมีการดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
ผลการวิจัยจากต่างประเทศก็ยังยืนยันว่าผู้ที่ลดน้ำหนักได้มากและสามารถป้องกันน้ำหนักกลับคืนในระยะยาวนั้นส่วนใหญ่คือผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง พร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
จะเห็นได้ว่าการรู้จักกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ยากเลยคือการกินอาหารให้สมดุล ครบหมวดหมู่ ต้องจำกัดปริมาณอาหารบางอย่างลงให้พอเหมาะกับความต้องการของตนเอง ซึ่งประเด็นนี้อาจจะรู้สึกว่ายากกับหลายๆ คน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเองก่อน โดยการตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนอีกครั้งและขอให้มีความสุขกับน้ำหนักที่ลดลงและสุขภาพโดยรวมที่
(จากหมอชาวบ้าน)

***อันตราย...ยาลดความอ้วน
"พ.ต.ท. สว.จร. .ใช้ปืนยิงภรรยา  เพราะเครียดจากการกินยาลดความอ้วน"
พาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓
จากพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์เป็นข่าวอาชญากรรมที่สามีซึ่งเป็นตำรวจระดับสารวัตรใช้ปืนยิงใส่ภรรยาของตนเอง โดยมีเหตุโยงใยกับการใช้ยาลดความอ้วน จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียดแล้วก่อเหตุสยอง ชักปืนขึ้นมาทำร้ายร่างกายภรรยาของตนเองได้

ยาลดความอ้วน เป็นต้นเหตุของความเครียด... จริงหรือ?

จากกรณีตัวอย่างข้างต้นนี้ ถ้ามีการใช้ยาลดความอ้วนจริงๆ ก็น่าจะใช้ "ยาลดความอ้วนชนิดที่ออกฤทธิ์ต่อสมอง" โดยยานี้จะไปทำให้รู้สึกไม่หิว หรือรู้สึกอิ่ม ดังนั้นเมื่อใช้ยากลุ่มนี้จึงไม่อยากกินอาหาร เมื่อหยุดกินอาหาร หรือกินอาหารลดน้อยลง น้ำหนักตัวและความอ้วนก็จะลดลงตามมา
แต่ยาลดความอ้วนชนิดที่ออกฤทธิ์ต่อสมองนี้ นอกจากทำให้รู้สึกไม่หิว หรือรู้สึกอิ่มแล้ว ยังมีฤทธิ์กระตุ้นสมอง หัวใจ และส่วนอื่นๆ ของร่างกายด้วย โดยในส่วนที่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมองจะทำให้รู้สึกไม่ง่วงนอน ในขณะที่มีผลกระตุ้นให้หัวใจบีบตัวแรงและเต้นเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงปากแห้ง และคอแห้ง ทำให้ผู้ที่ใช้ยาลดความอ้วนชนิดนี้ รู้สึกไม่ง่วงนอน ขยัน อยู่เฉยไม่ได้ ตื่นตัวอยู่เสมอ นอนไม่หลับ ใจสั่น กระวนกระวาย ปากแห้ง คอแห้ง ฯลฯ
นอกจากนี้ เมื่อใช้ยากลุ่มนี้ติดต่อกันนานๆ ก็จะส่งผลต่อจิตและประสาทของผู้ใช้ยา ทำให้เหม่อลอย หลงๆ ลืมๆ ตกใจง่าย หวาดระแวงง่าย หงุดหงิดง่าย และเกิดความเครียดได้ง่าย ซึ่งสอดคล้องกับพาดหัวข่าวข้างต้นที่เกิดเหตุสยองดังกล่าวขึ้น
ที่สำคัญถ้ามีการใช้ยาติดต่อกันนานๆ ก็ส่งผลให้เกิดการติดยาได้ในลักษณะของการติดยาเสพติด ถ้าไม่ได้ยาก็จะเกิดอาการผิดปกติทางจิตและประสาท เช่น โมโหง่าย เครียด หงุดหงิด เหม่อลอย ขี้ลืม กระวนกระวาย เป็นต้น ในลักษณะเดียวกันกับการเสพติดยาบ้า ทั้งนี้เพราะยากลุ่มนี้เป็นอนุพันธ์ของยาแอมเฟทามีน (amphetamine) หรือยาบ้า ที่มีการเสพติดระบาดอยู่ทั่วไป

"ถ้าหุ่นดี แต่เสียสุขภาพ" จะเอาไหม?

คงต้องยอมรับว่านอกจากยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ที่สมองทำให้รู้สึกอิ่มหรือไม่หิวแล้ว ยังมียาลดความอ้วนกลุ่มอื่นๆ อีก เช่น ยาลดความอ้วนที่ยับยั้งการย่อยไขมัน
ทั้งนี้เพราะในภาวะปกติไขมันที่กินเข้าไปในร่างกายจะถูกย่อยสลายให้มีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดและนำไปใช้เป็นพลังงานได้ ยากลุ่มที่ ๒ นี้จะออกฤทธิ์ลดการย่อยสลายไขมันในทางเดินอาหาร ทำให้ไขมันมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ ไขมันเหล่านี้จึงเหลือทิ้งมากับอุจจาระ ทำให้อุจจาระเป็นไขน้ำมันปะปนออกมา และอาจทำให้ท้องอืดได้ ถ้าใช้ติดต่อกันนานๆ อาจทำให้เกิดการขาดวิตามินชนิดที่ละลายได้ดีในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี และเคได้

นอกจากนี้ ยากลุ่มนี้ยังมีผลลดน้ำหนักได้ไม่มาก เพราะลดการดูดซึมเฉพาะไขมันและส่งผลได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งยังไม่มีผลต่อโปรตีน แป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารที่จะไปสะสมให้เกิดความอ้วนได้เช่นเดียวกับไขมันอีกด้วย

นอกจากยาทั้ง ๒ กลุ่มนี้แล้ว ในวงการแพทย์มีการนำยาชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยาลดความอ้วนโดยตรงมาใช้ร่วมกับยาลดความอ้วน เพื่อช่วยให้ลดความอ้วนได้ดียิ่งขึ้น หรือช่วยลดผลเสียหรือผลข้างเคียงของยาลดความอ้วนทั้ง ๒ กลุ่ม ตัวอย่างยาเหล่านี้ ได้แก่
► ยาฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งใช้ในการรักษาโรคคอพอกจากการขาดฮอร์โมนไทรอยด์ เมื่อนำมาใช้ในคนปกติ ยานี้จะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น และช่วยลดความอ้วนได้บ้าง แต่อาจเกิดผลข้างเคียงเรื่อง ใจสั่น เหนื่อยง่าย ขี้ร้อน หิวน้ำบ่อย และจะไปรบกวนระบบฮอร์โมนของร่างกาย ทำให้เสียสมดุล และเกิดอันตรายได้
 ►ยาระบาย จะช่วยให้ระบายหรือถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้น แต่ไม่มีผลต่อความอ้วนโดยตรง เมื่อใช้ยานี้ไปนานๆ อาจทำให้เกิดการพึ่งหรือติดยาระบายได้ ถ้าไม่ได้ใช้ยานี้ร่างกายจะไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้เอง ต้องใช้ยาระบายถึงจะถ่ายอุจจาระได้ หรืออาจเกิดการดื้อยาระบาย เพราะร่างกายเราเคยชินกับยานี้ ถ้าใช้ในขนาดเดิมอาจไม่ได้ผล ต้องใช้ขนาดสูงขึ้นเพื่อให้ร่างกายถ่ายอุจจาระเหมือนปกติ
► ยาขับปัสสาวะ เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์เพิ่มการขับปัสสาวะหรือน้ำออกจากร่างกาย ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด เมื่อใช้ร่วมกับยาลดความอ้วน จะเพิ่มการขับปัสสาวะหรือน้ำออกจากร่างกายมากขึ้น จะไปรบกวนสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย และส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด จนอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
 ►ยาลดความกังวลหรือยานอนหลับ อาจใช้ร่วมกับยาลดความอ้วน เพื่อช่วยลดผลข้างเคียงของยาลดความอ้วน ซึ่งมักมีอาการเหนื่อย ใจสั่น นอนไม่หลับ เป็นต้น แต่ถ้าใช้ยาลดความกังวลหรือยานอนหลับติดต่อกันอาจทำให้ติดยานอนหลับได้
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ใยอาหาร สมุนไพร วิตามิน และยาบางชนิดเพื่อช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ลดการดูดซึมอาหาร ดักจับไขมัน กากอาหาร ช่วยให้อิ่มท้อง ช่วยระบาย หรือบำรุงร่างกาย แต่ไม่มีหลักฐานการศึกษาทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า ได้ผลดีในการลดความอ้วน ประกอบกับราคาค่อนข้างแพง และอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้
ดังนั้น การตัดสินใจเลือกใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงพิจารณาเฉพาะเท่าที่จำเป็นและที่ได้ผลดีอย่างชัดเจนเท่านั้น ไม่ควรเชื่อคำโฆษณา หรือผลการรักษาจากคำบอกเล่าของคนบางคนบางกลุ่ม ซึ่งมุ่งผลทางการค้ามากกว่าเรื่องสุขภาพ

"โยโย่" ผลของการใช้ยาลดความอ้วน

ผลอีกประการหนึ่งที่เกิดจากการใช้ยาลดความอ้วน ก็คือ "โยโย่" (Yo Yo effect) ซึ่งหมายถึง ปรากฏการณ์หลังการใช้ยาลดความอ้วนแล้วหยุดยา น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มมากขึ้นจนเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมได้
ทั้งนี้เพราะในช่วงลดน้ำหนักจะต้องข่มใจอดอาหาร พอเลิกลดน้ำหนักจึงรู้สึกอยากอาหารเป็นอย่างมาก ก็จะกินอาหารเป็นจำนวนมาก น้ำหนักตัวก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม เหมือนการเล่นลูกดิ่งที่ขึ้นๆ ลงๆ ได้ เช่นเดียวกับน้ำหนักที่ขึ้นๆ ลงๆ สลับกันระหว่างที่หยุดยาและใช้ยา โดยปรากฏการณ์ "โยโย่" นี้เกิดขึ้นได้กับการใช้ยาลดความอ้วนทุกชนิด

สูตรเด็ดการลดความอ้วน คือ... "๓ อ"

สูตรเด็ดหรือเคล็ดไม่ลับในการลดความอ้วน คือ อาหาร อารมณ์ และออกกำลังกายเริ่มต้นด้วยการเลือกชนิดของอาหารให้หลากหลาย เน้นผักและผลไม้ ไม่เน้นไขมัน ข้าว แป้ง และน้ำตาล แต่ให้มีได้บ้างไม่มากเกินไป
ตามด้วยรักษาอารมณ์ให้สดชื่น พักผ่อนให้เต็มที่ ผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด
ตบท้ายด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ครั้งละประมาณ ๓๐ นาทีขึ้นไป
นี่คือสูตรเด็ดส่งเสริมสุขภาวะของเจ้าของร่างกาย เป็นแบบ "หุ่นดี สุขภาพดี" แถมด้วยอารมณ์ดีอีกด้วย

การลดความอ้วน เป็นเรื่องความสวยความงามและธุรกิจ มากกว่าสุขภาวะ

ในปัจจุบันการเสริมสร้างความสวยความงาม ซึ่งรวมถึงการลดความอ้วนให้หุ่นดีจัดเป็นเรื่องธุรกิจที่เฟื่องฟู เป็นที่ต้องการของคนหมู่ใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและ/หรือวัยทำงาน ที่ต้องการการยอมรับ พยายามเสาะแสวงหายาและ/หรือกรรมวิธีต่างๆ เพื่อมุ่งหวังให้หุ่นดีเป็นสำคัญ โดยนึกว่า เงินจะซื้อยาวิเศษที่ช่วยลดความอ้วนได้อย่างเห็นผลทันตา (ซึ่งไม่มีจริง แถมยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตได้)

อีกด้านหนึ่งก็มีผู้ค้า แพทย์ ร้านเสริมสวย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากไปเสาะแสวงหายา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพร มานำเสนอเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเหล่านี้  จะมุ่งเน้นแต่เรื่องผลกำไรเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียในระยะยาวที่อาจจะเกิดแก่ผู้บริโภคได้
ถึงแม้ว่ายาลดความอ้วนจะเป็นยาต้องห้ามที่ห้ามขายในร้านขายยา เพราะมีอันตรายค่อนข้างสูง ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว และทางกฎหมายจัดเป็นยาประเภทวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และจ่ายได้ด้วยแพทย์เท่านั้น แต่ก็มีการนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย หรือผลิตยาปลอม หรือผลิตยาเลียนแบบ จนทำให้สามารถหาซื้อยาเหล่านี้ได้ทั่วไป
ฉะนั้น ไม่ควรเชื่อคำโฆษณาของผู้ประกอบการต่างๆ ถึงสรรพคุณของยากลุ่มนี้ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้ความกระจ่างถึงผลดีผลเสียของการใช้ยาลดความอ้วน และแนะนำขั้นตอนหรือกระบวนการลดความอ้วนที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของผู้ป่วย ตลอดจนความพร้อม ความเข้าใจ และความสมัครใจของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างเหมาะสม มีความพอประมาณ ใช้ยาด้วยเหตุผล ไม่มากหรือน้อยเกินไป ใช้เมื่อจำเป็น จะได้เกิดสุขภาวะของประชาชนเป็นที่ตั้งและเป้าหมายสูงสุด

ตัวอย่างยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ที่สมองทำให้รู้สึกอิ่มหรือไม่หิว ได้แก่ phentermine, fenfluramine, dexfenfluramine, methamphetamine, phenylpropanolamine, silbutramine เป็นต้น
ตัวอย่างยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการย่อยสลายไขมันในลำไส้ ได้แก่ orlistat
 (หมอชาวบ้าน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น